Who am I?

0
557
Goal
@Chiangmai Run for Clean Air

จริงๆแล้วผมผ่านช่วงที่ยากที่สุดของการวิ่งมาแล้ว คือการเริ่มต้น ลองมานึกดูตอนนั้นแรงบันดาลใจของเราในการเริ่ม ‘หัดวิ่ง’ เพื่อที่จะได้ไปมาราธอนครั้งแรก คืออะไร? หลายๆคนอาจจะเริ่มวิ่งจากการต้องการลดน้ำหนัก บางคนอยากแข็งแรง บางคนก็เป็นนักกีฬามาตลอด

แน่นอนผมก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ตอนนั้นน้ำหนักร่างกายประมาณ 75 กิโลกรัม ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองอ้วน แต่น้ำหนักเพิ่มขึ้นแน่นอน ไม่ได้อยากผอม แต่อยากควบคุมน้ำหนัก สิ่งแรกที่คิดเหมือนกับคนอื่นๆคือ เข้าฟิตเนส ซึ่งพอเข้าไปในฟิตเนส ทุกคนเกือบ 100% ต้องวิ่ง วันนั้นพยายามวิ่งให้ได้ 30 นาที อย่างที่กูรูทั้งหลายได้เล่าต่อๆกันมาว่าเป็นเวลาที่ร่างกายได้เผาผลาญพลังงานจริงๆ และวันนั้นเองผมได้ตระหนักแล้วว่า ‘การวิ่งไม่ใช่เรื่องง่าย’

หน้าปัดที่ลู่วิ่งไฟฟ้าบอกผมว่าผมวิ่งไป 30 นาที เป็นระยะทาง 3.5 กิโลเมตร เป็นการวิ่งที่ค่อนข้างภูมิใจในเวลานั้น เพราะเป้าหมายคือเวลา แต่…เคยได้ยินว่าการวิ่งมาราธอนมีระยะประมาณ 42 กิโลเมตร ซึ่งในใจก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่คนธรรมดาจะวิ่งได้ ต้องเป็น นักกีฬาที่ซ้อมมาเป็นปีๆเท่านั้นแหละ

ppr-0354
Supersport 2016

เหมือนฟ้าผ่าลงมาตรงกลางใจ วันหนึ่งหลังจากเข้าฟิตเนสได้ประมาณ 1 เดือน บังเอิญได้ไปเห็นในเฟสบุ๊คว่า พี่ตูน บอดี้สแลม และคุณปู ไปรยา ก็วิ่งมาราธอน เห้ย…เขาก็เป็นคนธรรมดานะ บางคนอายุมากกว่าเรา บางคนเป็นผู้หญิงยังทำได้ เอาสิเราก็ต้องทำได้

ไม่เคยวิ่งเกิน 30 นาทีมาก่อน แน่นอนวันนั้นทดสอบตัวเอง วิ่งให้ได้ 10 กิโลเมตร ผลออกมาใช้เวลาเกือบชั่วโมงครึ่ง วิ่งได้ แต่เจ็บเข่าไป 1 เดือนเต็ม!!!

การวิ่งก็เหมือนการใช้ชีวิต ถ้าอยากรู้จักตัวเองให้ดีที่สุด คุณก็จะเรียนรู้มันได้ใน 42.195 กิโลเมตร มันไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์ ไม่มีใครเกิดมา วิ่งมาราธอนได้ทันทีโดยไม่มีการซ้อม หลังจากนั้นเป้าหมายผมก็เปลี่ยนไป ผมต้องวิ่งมินิมาราธอนให้ได้

ผมไม่เคยลืมวันที่วิ่งมินิมาราธอนครั้งแรก ทั้งเจ็บ ทั้งเหนื่อย ทั้งสู้ ผมจำได้ว่าผมไม่หยุดเดินเลย งานวิ่งครั้งนั้นผมลงสมัครหลังจากที่ซ้อมเพียง 2 เดือน ขายังไม่แข็งแรง ยังใช้ชีวิตกินดื่มของที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แน่นอนทำอะไรได้อย่างนั้น ‘ผมไม่ได้แม้แต่เหรียญรางวัล’

boona_4504-copy
Pattaya Marathon 2016 | Half Marathon

ผมปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตใหม่ทั้งเรื่องอาหาร การสังสรรค์ และงดสิ่งที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย รวมไปถึงใช้เวลาฝึกซ้อมมากขึ้น บางวันตื่นตี 4 มาวิ่ง บางวันก็วิ่งหลังเลิกงาน เสาร์-อาทิตย์ ก็ลงสมัครงานวิ่งเอาไว้ระยะฟันรันบ้าง มินิมาราธอนบ้าง จนร่างกายคุ้นชิน กระทั่งผมไม่เคยวิ่ง 10 กิโลเมตรเกิน 1 ชั่วโมงอีกเลย

ความมั่นใจเต็มเปี่ยม ถึงเวลาแล้วที่เราขยับตัวเองไปอีกก้าวหนึ่ง ระยะฮาล์ฟมาราธอนนั่นเอง 1เดือนก่อนลงสนาม ผมซ้อมเกือบทุกวัน ซ้อมมากที่สุดก็ 15 กิโลเมตร ประกอบกับบริหารร่างกายส่วนอื่น ผมวิ่งจบฮาล์ฟมาราธอนพร้อมกับอาการเจ็บปวดไปประมาณ 1 สัปดาห์ ผมรู้ทันทีว่า ร่างกายยังไม่แข็งแรงพอ

มาถึงวันนี้ 1 ปีเต็ม ผมยังคงซ้อมอย่างต่อเนื่อง ผมวิ่งไม่เร็วเหมือนคนอื่นเขา ผมอาจจะต้องใช้เวลามากกว่านี้ แต่ค่อนข้างมั่นใจว่า ระยะ 20 กิโลเมตร ไม่สามารถทำให้ผมบาดเจ็บได้อีกแล้ว ผมกำลังจะวิ่งฟูลมาราธอนในปลายปีนี้

นี่คงเป็นความใฝ่ฝันของนักวิ่งทุกคน การพิชิตระยะฟูลมาราธอน 42.195 กิโลเมตร ถ้าหากผมได้ทำสำเร็จ มันคงเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวผมเองอย่างหนึ่งว่า ผมไม่ใช่คนยอมแพ้อะไรง่ายๆ ผมเป็นคนมุ่งมั่น ผมไม่กลัวความยากลำบาก สิ่งนี้คงทำให้ผมภูมิใจในตัวเองเป็นที่สุด

รูปภาพจาก : Run NV




Comments