Vibram Five Fingers: V-Run รองเท้านักวิ่ง Minimal

0
9187




ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนสองเรื่อง หนึ่งคือบทความนี้ไม่มีส่วนที่เป็นข้อมูลความรู้เชิงเทคนิคเท่าไหร่นัก เนื่องจากผมเองก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ หากต้องการข้อมูลทางเทคนิค แนะนำเข้าไปดูที่เว็บไซต์ทางการ Vibram.com สองคือเป็นความรู้สึกจากการใส่จริง และการสมมติฐาน คาดเดา ไม่มีข้อมูลอ้างอิงทางการแพทย์ ดังนั้นใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะครับ

ในตอนแรกนั้นผมตั้งใจจะซื้อ Asics Tather Japan หรือ Mizuno Wave Cruise เพราะต้องการความเบา แต่เนื่องจากต้องการแก้ไขเรื่องท่าวิ่ง การทิ้งน้ำหนัก การบาดเจ็บของนิ้วเท้าและเล็บ รวมไปถึงอาการเจ็บ ITB ดังนั้น Vibram น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด จากที่หาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตและจากผู้ใช้งานจริง

การเลือกไซส์ของ VFF น้ัน ไม่มีไซส์ในระยะครึ่ง เช่น 42 1/2 หรือ 43 1/2 แต่ไม่ได้มีปัญหามาก ให้ลองใส่ดูแล้วใช้นิ้วหัวแม่โป้งเท้าเป็นหลัก เหลือนิดหน่อยพอ ไม่ควรเผื่อไซส์เยอะเหมือนรองเท้าทั่วไป ส่วนนิ้วอื่นมักจะเหลือเยอะ ซึ่งเป็นปกติ ไม่มีปัญหาอะไร (คนขายบอกมา) ลืมบอกไปว่าผมซื้อที่เมกะบางนา

คนขายแนะนำว่า เพื่อค่อยๆทำความเคยชินควรใส่ถุงเท้าก่อน ซึ่งถุงเท้าต้องเป็นแบบแยกนิ้ว เช่น ToeSox หรือ injinji ก็ได้ ผมใส่เดินเล่น ใส่ไปทำงานก่อน ความรู้สึกคือเบามากถ้าเทียบกับรองเท้าผ้าใบอื่นๆ รวมไปถึงรองเท้าวิ่งด้วย น้ำหนักของมันเพียง 136 กรัมเท่านั้น เดินบนพื้นถนน หรือพื้นคอนกรีตปกติ เหยียบหิน ไม่รู้สึกเจ็บเท้าอะไร พื้นรองเท้าไม่ได้แข็งหรือนิ่มจนเกินไป เรื่องพื้นไว้ใจได้หายห่วงในความทนทาน

สายรองเท้าน่าประทับใจ เป็นแบบ QuickLace ใช้งานง่าย กระชับเท้า ผมเลือกสีนี้เพราะพื้นรองเท้าเป็นสีส้ม เวลาคนวิ่งตามเห็นคงจะสะดุดตาไม่น้อย

ใส่ไป 1-2 ชั่วโมง ไม่รู้สึกร้อนอับ ระบายอากาศได้ดี แต่ไม่ได้เย็นสบายเทียบเท่ารองเท้าบางรุ่น เช่น adidas ClimaCool

ทดสอบวิ่งจริง

ผมทดสอบวิ่งพื้นถนนที่สนามกีฬา 700 ปี เชียงใหม่ วิ่งวนเป็นรอบ รอบละ 2 กิโลเมตร ผมเริ่มวิ่งจากช้าๆ โดยที่ผมยังคงกังวลอาการเจ็บ ITB Band ที่ไม่แสดงออกมาเล็กน้อย
กิโลเมตรที่ 1 เอ็นหน้าฝ่าเท้าลั่นเปรี๊ยะๆ อาจเนื่องจากรู้สึกไม่ชิน และไม่ได้วอร์มอัพบริเวณฝ่าเท้าแต่ไม่เป็นไรไม่ใช่เรื่องใหญ่
กิโลเมตรที่ 2 ผมค่อนข้างมั่นใจว่า รองเท้า VFF สามารถเปลี่ยนการลงส้นเท้า ให้เป็นหน้าเท้าหรือกลางเท้าได้อย่างง่ายดาย
กิโลเมตรที่ 3 รองเท้าเบามาก กระทั่งผมคิดว่าเพิ่มความเร็วขึ้นดีกว่า ซึ่งยอมรับว่าวิ่งได้สนุก เท้าเราอิสระมาก โดยเฉพาะนิ้วเท้าที่ไม่ต้องกังวลเรื่องการเสียดสี และเล็บเท้าที่ไม่จิกปลายรองเท้า
กิโลเมตรที่ 4 เอ็นข้างหัวเข่าผมเริ่มตึง เนื่องจากยังไม่หายจากการบาดเจ็บดี ผมจึงเปลี่ยนการลงน้ำหนักไปฝ่าเท้าด้านใน และบริเวณจมูกเท้ามากขึ้น ซึ่งทำได้ไม่ติดขัด
กิโลเมตรที่ 5 ผมเปลี่ยนมาซอยเท้าถี่ขึ้นและก้าวสั้นลง เพื่อให้ความเร็วเพิ่มขึ้นนิดหน่อยและให้จมูกเท้าทำงานน้อยลง
กิโลเมตรที่ 6 ทำให้ผมเข้าใจแล้วว่ารองเท้านี้ต้องใช้กล้ามเนื้อน่องที่ดี ต้องมีความแข็งแรงระดับหนึ่ง ผมหยุดวิ่งตรงจุดนี้ เพราะไม่อยากให้เกิดอาการบาดเจ็บจากการเห่อของใหม่

ข้อดี

  • เบามาก ระบายอากาศได้ดี
  • ไม่เจ็บเล็บเท้า
  • แก้ไขการลงส้นเท้าได้ดีมาก
  • พื้นรองเท้าทนทาน ไม่แข็งกระด้าง
  • วิ่งสนุกง่ายต่อการปรับท่าวิ่ง การลงน้ำหนัก
  • เท้ากว้างก็ใส่ได้ ไม่รู้สึกอึดอัด

ข้อเสีย

  • ราคาค่อนข้างสูง ไม่ค่อยมีส่วนลด
  • ต้องใช้เวลาปรับตัว จำเป็นต้องใส่ถุงเท้าในระยะแรก มีการเสียดสีเล็กน้อยบริเวณจมูกเท้ากับรองเท้า
  • วัสดุส่วนบนของรองเท้าบาง อาจชำรุดได้ง่าย
  • อาจไม่เหมาะสำหรับนักวิ่งมือใหม่หรือคนที่มีน้ำหนักตัวมาก




Comments