จากใจ เหลียง และผู้จัดงาน CMU Marathon

0
1600

หากจะกล่าวว่าวงการวิ่งมาราธอนของประเทศไทยน้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก CMU Marathon หรือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มาราธอน คงไม่ใช่คำพูดที่เกินจริงไป โดยรายการนี้ได้รับเสียงโหวตจากนักวิ่งในความพึงพอใจเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศ จากเพจ “วิ่งไหนดี” ซึ่งโพสต์ก่อนหน้านี้ผมได้รีวิวความพึงพอใจจากความเห็นส่วนตัวของผมที่ได้เข้าร่วมงานนี้เป็นปีที่ 2 แล้ว วันนี้เรามา ‘รู้ใจเขาใจเรา’ จาก 1 ในแกนหลักผู้จัดงานของ CMU Marathon กันว่าเขามีแนวคิดอย่างไร อะไรคือกุญแจความสำเร็จของ CMU Marathon

แนะนำตัวหน่อยครับผม

ชื่อเหลียงครับ ศีลวัตร สาธร ตอนนี้อายุ 30 ปี อาชีพปกติ เป็นวิศวกรครับ จบปริญญาตรีวิศวะโยธา ปริญญโทวิศวะโยธาสาขาวิศวโครงสร้าง-วัสดุ ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ครับ เป็นคนเชียงใหม่นี่แหละครับ

จุดเริ่มต้นของ CMU Marathon เกิดจากอะไร มีแรงบันดาลใจอย่างไร

มันเริ่มมาจากการที่เราจับพลัดจับผลู ได้เข้าไปร่วมสมาคมนักศึกษาเก่าวิศวะ มช. แล้วช่วงนั้น เราเองก็กำลังเข้าวงการวิ่งใหม่ ๆ แบบว่าชอบวิ่งนี่แหละ ประกอบกับช่วงนั้นเค้ามีไอเดียจะจัด CMU Mini-Marathon อยู่ เค้าก็เสนอให้เราไปลองช่วยจัดงานดู ทีแรกก็มองว่า แค่มินิมาราธอน มันก็ไม่น่ายากนะ เราเองก็วิ่งมินิมาราธอนมาหลายงาน น่าจะพอได้อยู่ เพราะเราเป็นคนชอบสังเกตุอะไรหลาย ๆ อย่างตอนเราไปร่วมงานวิ่ง ว่าง่ายๆชอบเก็บดีเทลนั่นแหละ เลยคิดว่าน่าจะทำได้

แต่เรื่องมันมาพลิก ตรงที่พอคุยงานครั้งที่สอง ปรากฏว่าเขาทำคำว่า Mini ตกหายไปไหนไม่รู้ กลายเป็น CMU Marathon เลยทีนี้ความเครียดก็เข้ามา เพราะตอนนั้นเรายังไม่จบมาราธอนเลย ยังไม่รู้เลยว่าความยากลำบากของการเป็นมาราธอนเนอร์มันเป็นยังไง สเกลงานก็ใหญ่กว่าเดิมเยอะ กลายเป็นงานระดับประเทศ ก็เลยเครียด แล้วก็ซ้อม เพื่อที่จะจบมาราธอนแรกให้ได้ไวที่สุด เพื่อให้รู้ว่ามันรสชาติมันเป็นยังไง เพื่อที่จะได้นึกภาพเวลาของนักวิ่งที่จะมาวิ่งงานเราแล้ว เค้าต้องการอะไรจากเราไปบ้าง ผลคือ ไปเก็บมาราธอนแรกได้ที่นครสวรรค์ บึงบอระเพ็ด แถมติดถ้วยด้วยแบบงง ๆ หลังจากนั้นก็ไปกรุงเทพมาราธอน และเชียงใหม่มาราธอน ทำให้เราเห็นภาพของมาราธอนเนอร์ และพยายามเอามาใช้ในงานของเราที่ CMU Marathon ครับ

จุดที่ยากที่สุดในการจัดงานวิ่งคืออะไรครับ

จริงๆ แล้วใครๆ ก็บอกว่าจัดงานวิ่งมันไม่ยาก อันนี้ผมเห็นด้วยนะครับ แต่การที่จะจัดงานวิ่ง “ที่ดี” นั้น มันยากมาก เพราะมันคือการใส่ใจในทุกๆ จุด ในทุกๆ ดีเทลที่เรากำลังทำงานอยู่ เหมือนกับเวลาที่คุณวิ่ง ตลอด 42 กิโลเมตร คุณต้องโฟกัสการลงเท้าทุกก้าวนั่นแหละ อันนี้เหมือนกัน มันยากมากๆ เพราะเราทำการบ้านมาเยอะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหลักๆ อย่างการแข่งขัน หรือเรื่องเล็กๆ อย่างลายเส้นบนเสื้อของนักวิ่ง เราต้องพิถีพิถันกับมัน เพื่ออุดรอยรั่วทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นในวันแข่งขันจริง เราไม่ได้หวังให้งานเรา Perfect 100% แต่เราต้องการให้แค่ว่างานเราผิดพลาดจากที่คิดน้อยที่สุดเท่านั้นเองครับ และอีกอย่างที่ยากของงานนี้คือ การหาเงินครับ เพราะโจทย์ของเราคือ ค่าสมัครทั้งหมด 100% จะต้องบริจาคทั้งหมด ดังนั้น เงินค่าจัดงานทั้งหมดจะต้องมาจากการหาผู้สนับสนุน อย่างเดียวเลย ซึ่งอันนี้ทีมหาสปอนเซอร์หากันหนักมากจริง ๆ ครับ

เราคาดหวังอะไรที่สุดในการจัดงานวิ่ง

สุขภาพ และรอยยิ้มของนักวิ่งหลังเข้าเส้นชัยครับ 🙂

คิดว่าความสำเร็จของ CMU Marathon อะไรคือสิ่งที่โดดเด่นที่สุดของงาน

จริงๆ ยังเรียกว่าสำเร็จไม่ได้นะ เป้าหมายเรายังมีอีกไกล เราอยากขึ้นไปเป็นงานที่เข้าถึงจิตใจของนักวิ่งจริง ๆ ส่งเสริมให้นักวิ่งมีสุขภาพที่ดี รวมไปถึงรู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ตามเกมกีฬาทั่วไป ซึ่งตรงนี้ มันต้องใช้เวลา มันจะโตในปีสองปีสามปีนี้ไม่ได้หรอก เราต้องค่อย ๆ ให้มันซึมลึกลงไปในจิตใจของนักวิ่งและชุมชน อีกทั้งเรายังเป็นมหาลัย เป็นแหล่งเรียนรู้และทดลอง เราต้องพยายามค้นหาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับนักวิ่งต่อไป แม้ว่าเราจะมี อากาศที่เย็น ดอยสุเทพที่สวยงาม มหาลัยที่กว้างขวาง นักเรียนนักศึกษา ที่แสนน่ารัก และทีมงานที่แสนดีทุกท่าน ที่อดทน อดนอน ทนเหนื่อยมาตลอดหลายวัน ทำให้ผมรู้ว่า ทีมงานคณะเราเนี่ย น่ารักขนาดไหน

Photo by : Facebook.com/CMUmarathon

ปัญหาจากนักวิ่งผู้ร่วมงาน อันไหนได้ยินบ่อยที่สุด เราจัดการกับมันอย่างไร

มันก็มีหลายเรื่องนะ เช่น สมัครไม่ทัน อันนี้เราเองก็ไม่รู้จะบอกยังไง คือเราก็เปิดรับสมัครไว้สามเดือน ยอดก็ไม่ค่อยกระเตื้อง มาสมัครหนักๆ กันวันท้ายๆ ตามสไตล์คนไทย อันนี้เราก็เข้าใจ แต่ว่าเราก็ต้องคำนึงถึงคนที่สมัครไว้แล้วเป็นหลัก เราเลยรับเพิ่มไม่ได้จริงๆ เพราะมันจะมีเรื่องการสั่งของ การเตรียมงานในส่วนอื่นๆ ที่จะโดนกระทบครับ เราจะให้คนส่วนน้อยมาทำให้งานที่ทำให้คนส่วนใหญ่เสียไม่ได้จริง ๆ

เรื่องการรับถ้วยรางวัล ปีนี้เราพยายามพัฒนาจากปีที่แล้วแล้วนะ เพิ่มเทคโนโลยี เพิ่มกล้องแล้ว แต่ก็ยังไม่ทันใจวัยรุ่นอยู่ดี เรากำลังตกผลึกกันต่อไปครับ ว่าทำอย่างไรถึงจะให้ไวกว่านี้ครับผม

และอีกเรื่องของปีล่าสุดที่เริ่มเห็นเยอะเป็นพิเศษ ก็คือการวิ่งไม่ติดเบอร์วิ่ง อันนี้ก็ห้ามยาก มีคน inbox มาถามผมหลายคน หลายๆ คนก็พยายามจะหา BIB ให้ได้ แต่หาไม่ได้จริงๆก็มี  บางคนตั้งใจมาถามเลย ว่าวิ่งไม่มี BIB ตรงๆ เลยได้ไหมก็มี เอาจริงๆ แล้ว ตามกฏคือไม่ได้นะครับ แต่เราก็มองตามเจตนาคือถ้าตั้งใจหาแล้ว หาไม่ได้จริงๆ เราก็จะขอความร่วมมือ อย่ากินน้ำ กินอาหารที่เตรียมไว้ให้ และพยายามไม่กระทบกับตัวงานให้มากที่สุด เพราะทางเราเองก็ต้องแบกความเสี่ยงที่จะโดนด่าตรงนี้ด้วย แต่ถ้าตั้งใจมาวิ่งผีจริงๆ ตรงนี้ผมก็จะบอกไปว่าไม่ควร และไม่เหมาะสม เพราะเจตนาคุณคือไม่ต้องการจ่ายเงินอยู่แล้ว ก็ไม่เหมาะสมครับ สำหรับปีนี้ผมว่าเราหย่อนเรื่องนี้มากเกินไป ปีหน้าอาจจะต้องประกาศห้ามให้ชัดเจนมากไปเลยครับผม

ปีนี้มีจุดบกพร่องอะไรบ้างที่เราคาดการณ์ผิด หรือตัดสินใจผิด

บอกตรงๆ เราเองก็ยังมือใหม่มีหลายเรื่องที่คาดการณ์ผิด แต่ส่วนใหญ่ จะไปอยู่ในเรื่องงบประมาณซะมากกว่า ไม่ค่อยเกี่ยวกับการแข่งขัน เพราะว่าสิ่งที่นักวิ่งจะต้องเจอ ตรงนี้เราคาดการณ์ไว้หมดแล้วครับ

อ้อ…ใช่ อีกเรื่องที่คิดผิดไปเต็มๆ เลยปีนี้คือ นักวิ่งมาราธอนที่โดน Sweeper เก็บ ต้องบังคับขึ้นรถไปเลย ดื้อยังไงก็ต้องเอาขึ้น ไม่งั้นลากยาวเหมือนปีนี้ คนสุดท้ายวิ่งเข้าเกือบเที่ยงแนะ ซุ้มนี่จะแกะแล้วนะนั่น !

วางแผนสำหรับปีหน้าหรือยังครับ จะมีอะไรเพิ่มเติมเข้ามาใหม่หรือเปล่า

ก็มีบ้างครับ ใจอยากจะเปลี่ยนเส้นทางหน่อย ผมไม่อยากให้วิ่งบนถนนที่มีรถวิ่งเร็วนานๆ มันอันตราย และลำบากเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารด้วย เราเกรงใจเค้ามาก เค้าปิดถนนนานๆ ก็โดนชาวบ้านด่า ปีหน้าหากยังได้ช่วยจัดอยู่ ก็จะลองหาเส้นทางใหม่บ้างครับเอาลัดเลาะเข้าซอย ให้ผ่านชุมชนหน่อย น่าจะได้เสียงเชียร์ขึ้นมาไม่น้อยครับ รวมไปถึงเทคโนโลยีต่างๆ ปีนี้เราได้ลองของอะไรใหม่ๆ มาก ผู้คนก็ใจดี ยอมมีส่วนร่วมกับเรามากมาย ทำให้เราได้เห็นข้อดี และข้อบกพร่อง มันทำให้เราพัฒนากันต่อไปได้ครับ

Photo by : Facebook.com/CMUmarathon

อยากจะฝากความรู้สึกหรืออะไรก็ได้ครับ ถึงนักวิ่งทุกท่านเชิญได้เลยครับ

ขอบคุณนักวิ่งทุกท่านที่ให้เกียรติมาร่วมงาน CMU Marathon ทั้งสองปีเลยนะครับ รวมไปถึงเพซเซอร์ทุกท่าน ที่สละเวลาของท่านมาเป็นเวลาของคนอื่น และทีมงานคณะวิศวะ และสมาคมนักศึกษาเก่าทุกท่าน งานนี้ทำคนเดียวไม่ได้จริงๆ ครับ Teamwork สำคัญที่สุดจริงๆ และที่สำคัญ หากไม่ใช่นักวิ่งจัดเราคงไม่เข้าใจงานวิ่งจริงๆ ครับ ขอบคุณคุณเล็กด้วยนะครับ ที่ให้เกียรติสัมภาษณ์ในครั้งนี้นะครับ ขอบคุณครับ




Comments