เมื่องานวิ่งคือแฟชั่นมาแรงและเป็นการตลาดชั้นเลิศในระยะสองปีที่ผ่านมานี้ งานวิ่ง D-Herbs Plus จึงบังเกิดขึ้นมาพร้อมกับ Objective หลักว่า “การกุศล 100%” รายทั้งหมดสุทธิจากค่าสมัครมอบเป็นการกุศลมูลนิธิผู้ป่วยโรคเบาหวาน นับเป็นกิจกรรมทางการตลาดที่สร้างการรับรู้ถึงแบรนด์ได้เป็นอย่างดี ค่าสมัครงานนี้ 400 บาท เราไปดูกันว่าเราได้อะไรจากงานนี้กันบ้าง ทั้งนี้ความคิดเห็นข้างล่างเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวและรวบรวมมาจากแหล่งอื่นเล็กๆน้อยๆ ไม่สามารถนำมาเป็นบรรทัดฐานได้จริงนะครับ

การรับสมัคร: (4.0 / 5)
เวลาและสถานที่จัดการแข่งขัน: (2.0 / 5)
การรับอุปกรณ์และเบอร์วิ่ง: (3.0 / 5)
การปล่อยตัว: (2.0 / 5)
เส้นทางวิ่งและการอำนวยความสะดวกทางจราจร: (3.5 / 5)
จุดให้น้ำ เกลือแร่และปฐมพยาบาล: (0.5 / 5)
การรับเหรียญและเสื้อฟินิชเชอร์: (4.5 / 5)
รูปแบบเสื้อและเหรียญรางวัล: (3.5 / 5)
อาหารและเครื่องดื่มหลังวิ่ง: (1.5 / 5)
สีสัน สันทนาการอื่นๆและกองเชียร์: (4.5 / 5)
ที่จอดรถ: (3.5 / 5)
ระบบการจับเวลา: (4.0 / 5)
การเช็คผลการวิ่งและรับถ้วยรางวัล: (3.0 / 5)
Average: (3.0 / 5)

รายละเอียด


การรับสมัคร
: (4 / 5)

ระยะเวลาการรับสมัครจนถึงวันแข่งมีเพียงประมาณ 2 สัปดาห์ ทางเจ้าของงานกระตุ้นและโปรโมทผ่าน Facebook ด้วย Sponsor Post ค่อนข้างได้ผลดี แต่ก็แทบไม่มีข้อมูลอะไรเริ่มแรกเลยเว้นแต่จำนวนเหรียญ จำนวนเสื้อ และสถานที่วิ่ง การรับสมัครกรอกข้อมูลผ่านเว็บไซต์ และแจ้งการชำระเงินผ่านทาง LINE และต้องแจ้งข้อมูลซ้ำอีกในนั้น แม้จะซ้ำซ้อนแต่เจ้าหน้าที่สามารถตอบได้รวดเร็ว

เวลาและสถานที่จัดการแข่งขัน: (2 / 5)

“ห้องน้ำอยู่ไหน” ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เชียงใหม่คือสถานที่และบริเวณที่ได้เปรียบและแทบไม่ต้องเตรียมอะไรมากมาย แต่ผู้จัดกลับตั้งงานเอาไว้ข้างหน้าศูนย์ประชุมฯ  เพื่อ! ห้องน้ำและที่จอดรถมันอยู่ข้างในนั้น ซึ่งห้องน้ำอยู่ห่างจากจุดจัดงานประมาณ 400-500 เมตรเลยทีเดียว อีกทั้งบริเวณข้างในนั้นมีหลังคากันแดดเพื่อให้นักวิ่งที่เข้าเส้นรอรับรางวัล ทานอาหารได้อย่างผ่อนคลายอีกต่างหาก

การรับอุปกรณ์และเบอร์วิ่ง: (3 / 5)

จุดรับเบอร์วิ่งคือภายในศูนย์ประชุมฯ ใต้หลังคาที่กล่าวข้างต้น ซึ่งตอนแรกก็เกือบเบาใจว่าคงออกตัวที่นี่ น่าจะสบายๆ จุดรับเสื้อเป็นจุดเดียวกับจุดกรอกใบสมัครใหม่ อ้าว? แทนที่ไปรับเบอร์วิ่งและเสื้อได้รวดเร็ว กลับต้องต่อแถวรอคนสมัครใหม่ก่อน และก็ต้องไปรับเบอร์วิ่งอีกจุดหนึ่งอีก

การปล่อยตัว: (2 / 5)

ถ้านี่เป็นมุก ก็คงต้องยอมรับว่า ฮาไม่น้อย เมื่อไม่มีใครแจ้งให้ทราบว่าออกตัวหันหน้าไปทางไหน กำลังจะปล่อยตัว พิธีกรก็แจ้งว่าหันผิดข้างครับ … ยังไม่ร้ายแรงเท่ากับต้องเสียเวลาในการตะโกน เฮ้! เพื่อให้ได้ภาพจากกล้องโดรน เข้าใจว่าพิธีกรต้องการทำให้นักวิ่งตื่นตัว มีส่วนร่วมกับงานและต้องการภาพเพื่อใช้ประกอบการประเมินงาน แต่พี่ครับ 5 ครั้งเลยนะ เราเสียเวลาตรงนี้ไป 20 กว่านาที ทำให้ออกตัวสายมาก

เส้นทางวิ่งและการอำนวยความสะดวกทางจราจร: (3.5 / 5)

มีการออกตัวให้ทราบก่อนล่วงหน้าว่างานนี้ไม่ได้ปิดการจราจร 100% ซึ่งไม่เป็นไรนักวิ่งทุกคนเข้าใจดี แต่ด้วยความโชคดีในทำเลงานวิ่ง งานนี้ก็แทบไม่ต้องปิดการจราจรอะไร มีเพียงรถจักรยานยนต์ของเจ้าหน้าที่ และเจ้าหน้าที่ประจำจุดคอยบอกทาง แต่ถึงอย่างนั้นแล้วก็มีรถวิ่งเข้าออกปรกติอยู่ดี คะแนนส่วนนี้จึงถือเป็นประโยชน์ของทำเล

จุดให้น้ำ เกลือแร่และปฐมพยาบาล: (0.5 / 5)

ไม่รู้ว่า 0.5 คะแนน จะมากไปไหม แต่ถ้าไม่ให้เลยก็ดูใจร้ายไปหรือเปล่า กับ 12 กิโลเมตร น้ำ 2 จุด ที่กิโลเมตรที่ 6 และ 9 เท่านั้น ปฐมพยาบาลคงไม่ต้องพูดถึง

การรับเหรียญและเสื้อฟินิชเชอร์: (4.5 / 5)

เข้าเส้นชัยแล้ว รับคูปองก่อนเพื่อนำไปแลกเหรียญรางวัล ซึ่งพอครบถ้วน แจกจ่ายให้กับนักวิ่งที่เข้าเส้นชัยได้มาตรฐาน แม้จะเสียเวลาหน่อยเล็กน้อย

รูปแบบเสื้อและเหรียญรางวัล: (3.5 / 5)

เหรียญรางวัลสวยได้มาตรฐาน เสื้อเนื้อผ้าดีตามมาตรฐานแต่การออกแบบให้คะแนนพอใช้ ส่วนเบอร์วิ่งสกรีนโลโก้งานหรือผู้สนับสนุนก็ได้ครับ นักวิ่งไม่โกรธ เกือบทุกคนชอบสะสมเบอร์วิ่งพอๆกับเหรียญรางวัลนั่นแหละครับ

อาหารและเครื่องดื่มหลังวิ่ง: (1.5 / 5)

คะแนน 1.5 ที่ให้ไปเหตุผลคือมัน “มี” แค่นั้นเอง มีน้ำเต้าหู้และปาท่องโก๋ ส่วนขนมปังเลอแปงที่เห็นก่อนปล่อยตัวหายไปไหนอย่างรวดเร็วไม่รู้ และเครื่องดื่มเกลือแร่มี ขาย! ผมตกใจมากที่เต้นท์ในงานวิ่งมีประมาณ 10 กว่าเต้นท์ แต่กลับมีอาหารไม่ถึง 3 เต้นท์ ที่เหลือเป็นจุดรับเบอร์วิ่งและรับสมัครหน้างาน

สีสัน สันทนาการอื่นๆและกองเชียร์: (4.5 / 5)

มีการแจกรางวัลจากผู้สนับสนุน อาทิเช่น รางวัลตั๋วเครื่องบิน เป็นต้น ถ้าคะแนนส่วนนี้มาจากไหน ก็คงยกผลประโยชน์ให้เพราะช่างภาพฟรี การกุศล ที่มาด้วยใจไม่ได้รับการเชื้อเชิญ เก่งๆทั้งนั้นและรูปที่ได้สวยมาก รูปวิ่งจาก Firstmarathon.net >> Click <<

ที่จอดรถ: (3.5 / 5)

เนื่องจากที่จัดงานวิ่งคือด้านหน้าศูนย์ประชุม นักวิ่งส่วนใหญ่จึงเน้นจอดใกล้ๆ ริมถนนบริเวณนั้น เพราะหากเข้าไปจอดในศูนย์ประชุมก็จะเดินไกลไปนิดนึง ไม่มีเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกก็ไม่เป็นไรเพราะยังไงที่จอดรถเหลือเฟืออยู่แล้ว

ระบบการจับเวลา: (4 / 5)

ไม่มีปัญหาติดขัด ใช้ระบบมาตรฐาน

การเช็คผลการวิ่งและรับถ้วยรางวัล: (3 / 5)

ทำได้ช้า หลังจากนักวิ่งที่ควรได้รางวัล เข้าเส้นชัยไปแล้วมากกว่าครึ่งชั่วโมง นักวิ่งทุกคนเฝ้ารอการจับรางวัลกลางแดดและผู้ที่ได้รับถ้วยรางวัลก็ยังไม่ได้รับเสียที ต้องรอการจับฉลากรางวัลก่อน ถ้วยรางวัลมาตรฐานรุ่นละ 3 รางวัล

สรุป

หลังจากงานนี้ทำให้สันนิษฐานว่าผู้จัดงานนี้คงไม่ใช่นักวิ่งหรือคงไม่เคยจัดงานวิ่ง ถ้าเป็นเช่นนี้ก็คงเข้าใจและพออภัยให้ได้บ้าง แต่ด้วยราคาการทำบุญการกุศลจากค่าสมัคร 400 บาท ทำให้นักวิ่งหลายๆคนไม่อาจมองข้ามความผิดพลาดเหล่านี้ได้เลย ซึ่งในปัจจุบันนี้งานวิ่งในจังหวัดเชียงใหม่และใกล้เคียงมีมากมาย อยากแนะนำให้ไปทัศนศึกษาก่อนก็จะช่วยได้ไม่น้อย




Comments