About Me

รู้ตัวอีกทีก็วิ่งมาหนึ่งปีแล้ว และได้สร้าง blog นี้ขึ้นมา ขณะที่กำลังสร้างมัน เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ตัวเอง ก้าวเข้าสู่ระยะฟูลมาราธอน มีท้อบ้าง มีเหนื่อยบ้าง มีความสุขบ้าง ปะปนกันไป โชคดีที่ได้กำลังใจจากคนรอบข้าง เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ กลุ่มเรา “เต่ารันนิ่ง” ที่เชียงใหม่

s85a2008

   จริงๆแล้วผมผ่านช่วงที่ยากที่สุดของการวิ่งมาแล้ว คือการเริ่มต้น ลองมานึกดูตอนนั้นแรงบันดาลใจของเราในการเริ่ม ‘หัดวิ่ง’ เพื่อที่จะได้ไปมาราธอนครั้งแรก คืออะไร? หลายๆคนอาจจะเริ่มวิ่งจากการต้องการลดน้ำหนัก บางคนอยากแข็งแรง บางคนก็เป็นนักกีฬามาตลอด

   แน่นอนผมก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ตอนนั้นน้ำหนักร่างกายประมาณ 75 กิโลกรัม ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองอ้วน แต่น้ำหนักเพิ่มขึ้นแน่นอน ไม่ได้อยากผอม แต่อยากควบคุมน้ำหนัก สิ่งแรกที่คิดเหมือนกับคนอื่นๆคือ เข้าฟิตเนส ซึ่งพอเข้าไปในฟิตเนส ทุกคนเกือบ 100% ต้องวิ่ง วันนั้นพยายามวิ่งให้ได้ 30 นาที อย่างที่กูรูทั้งหลายได้เล่าต่อๆกันมาว่าเป็นเวลาที่ร่างกายได้เผาผลาญพลังงานจริงๆ และวันนั้นเองผมได้ตระหนักแล้วว่า ‘การวิ่งไม่ใช่เรื่องง่าย’

หน้าปัดที่ลู่วิ่งไฟฟ้าบอกผมว่าผมวิ่งไป 30 นาที เป็นระยะทาง 3.5 กิโลเมตร เป็นการวิ่งที่ค่อนข้างภูมิใจในเวลานั้น เพราะเป้าหมายคือเวลา แต่…เคยได้ยินว่าการวิ่งมาราธอนมีระยะประมาณ 42 กิโลเมตร ซึ่งในใจก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่คนธรรมดาจะวิ่งได้ ต้องเป็นนักกีฬาที่ซ้อมมาเป็นปีๆเท่านั้นแหละ

ppr-0354
Supersport 2016

เหมือนฟ้าผ่าลงมาตรงกลางใจ วันหนึ่งหลังจากเข้าฟิตเนสได้ประมาณ 1 เดือน บังเอิญได้ไปเห็นในเฟสบุ๊คว่า พี่ตูน บอดี้สแลม และคุณปู ไปรยา ก็วิ่งมาราธอน เห้ย…เขาก็เป็นคนธรรมดานะ บางคนอายุมากกว่าเรา บางคนเป็นผู้หญิงยังทำได้ เอาสิเราก็ต้องทำได้

ไม่เคยวิ่งเกิน 30 นาทีมาก่อน แน่นอนวันนั้นทดสอบตัวเอง วิ่งให้ได้ 10 กิโลเมตร ผลออกมาใช้เวลาเกือบชั่วโมงครึ่ง วิ่งได้ แต่เจ็บเข่าไป 1 เดือนเต็ม!!!

การวิ่งก็เหมือนการใช้ชีวิต ถ้าอยากรู้จักตัวเองให้ดีที่สุด คุณก็จะเรียนรู้มันได้ใน 42.195 กิโลเมตร มันไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์ ไม่มีใครเกิดมา วิ่งมาราธอนได้ทันทีโดยไม่มีการซ้อม หลังจากนั้นเป้าหมายผมก็เปลี่ยนไป ผมต้องวิ่งมินิมาราธอนให้ได้

ผมไม่เคยลืมวันที่วิ่งมินิมาราธอนครั้งแรก ทั้งเจ็บ ทั้งเหนื่อย ทั้งสู้ ผมจำได้ว่าผมไม่หยุดเดินเลย งานวิ่งครั้งนั้นผมลงสมัครหลังจากที่ซ้อมเพียง 2 เดือน ขายังไม่แข็งแรง ยังใช้ชีวิตกินดื่มของที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แน่นอนทำอะไรได้อย่างนั้น ‘ผมไม่ได้แม้แต่เหรียญรางวัล’

boona_4504-copy
Pattaya Marathon 2016 | Half Marathon

ผมปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตใหม่ทั้งเรื่องอาหาร การสังสรรค์ และงดสิ่งที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย รวมไปถึงใช้เวลาฝึกซ้อมมากขึ้น บางวันตื่นตี 4 มาวิ่ง บางวันก็วิ่งหลังเลิกงาน เสาร์-อาทิตย์ ก็ลงสมัครงานวิ่งเอาไว้ระยะฟันรันบ้าง มินิมาราธอนบ้าง จนร่างกายคุ้นชิน กระทั่งผมไม่เคยวิ่ง 10 กิโลเมตรเกิน 1 ชั่วโมงอีกเลย

ความมั่นใจเต็มเปี่ยม ถึงเวลาแล้วที่เราขยับตัวเองไปอีกก้าวหนึ่ง ระยะฮาล์ฟมาราธอนนั่นเอง 1เดือนก่อนลงสนาม ผมซ้อมเกือบทุกวัน ซ้อมมากที่สุดก็ 15 กิโลเมตร ประกอบกับบริหารร่างกายส่วนอื่น ผมวิ่งจบฮาล์ฟมาราธอนพร้อมกับอาการเจ็บปวดไปประมาณ 1 สัปดาห์ ผมรู้ทันทีว่า ร่างกายยังไม่แข็งแรงพอ

มาถึงวันนี้ 1 ปีเต็ม ผมยังคงซ้อมอย่างต่อเนื่อง ผมวิ่งไม่เร็วเหมือนคนอื่นเขา ผมอาจจะต้องใช้เวลามากกว่านี้ แต่ค่อนข้างมั่นใจว่า ระยะ 20 กิโลเมตร ไม่สามารถทำให้ผมบาดเจ็บได้อีกแล้ว ผมกำลังจะวิ่งฟูลมาราธอนในปลายปีนี้

นี่คงเป็นความใฝ่ฝันของนักวิ่งทุกคน การพิชิตระยะฟูลมาราธอน 42.195 กิโลเมตร ถ้าหากผมได้ทำสำเร็จ มันคงเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวผมเองอย่างหนึ่งว่า ผมไม่ใช่คนยอมแพ้อะไรง่ายๆ ผมเป็นคนมุ่งมั่น ผมไม่กลัวความยากลำบาก สิ่งนี้คงทำให้ผมภูมิใจในตัวเองเป็นที่สุด

รูปภาพจาก : Run NV